Categories

ผมมีโอกาสได้สอนเลขน้อง ม.4 คนหนึ่งครับ
เขาเป็นคนที่หัวไวมาก และมีความกวนเป็นของแถมครับ Foot in mouth
 
มีอยู่วันหนึ่ง ผมเอาแบบฝึกหัดมาให้เขาทำ
เขาก็นั่งทำไป ผมก็นั่งดูน้องเขาทำ จนเจอจุดหนึ่งที่เขาทำผิด
 
"อ้าว ทำไมตรงนี้ทำอย่างนี้หล่ะ?" ผมรีบถามเขา ก่อนที่เขาจะทำต่อจนผิดเป็นพวงจนถึงคำตอบ
 
น้องเขาก็ทำท่าค้างตรงจุดที่ผมชี้ เงียบไปสักพัก ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาทำท่ากวนๆ และย้อนผมกลับมา
"It's not about why. It's about why not?"
 
อุก....
เหมือนโดนฮุคสวนกลับเข้าที่ท้อง
แหน่ะ มีการชี้กวนๆแถมมาอีก
ทำไมไม่ทำแบบที่ตัวเองเขียน? ก็มันผิดนิเฮ้ย มาย้อนอะไรแบบนี้ Foot in mouth
นั่งงงๆอึ้งๆอยู่หลายวินาทีก่อนที่จะไปต่อถูก โดนกวนแบบนี้รับไม่ทันจริงๆ Yell
 
ถึงแม้ว่าจะเป็นคำถามที่กวนผู้สอนได้ไม่ใช่เล่น จนผมเกือบจะเอาปากกาไวท์บอร์ดมาเติมหนวดให้น้องเขาแล้วสิSurprised(พูดเล่นนะครับ Cry) แต่ก็เป็นคำถามที่ดีนะครับ
 
คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงการทดลองหนึ่งที่เกี่ยวกับลิงสิบตัว กับกล้วยหนึ่งหวีครับ
 
เป็นการทดลองในห้องที่มีกล้วยหนึ่งหวีแขวนอยู่บนเพดาน มีบันไดตั้งอยู่ข้างใต้กล้วยให้ปีนขึ้นได้ และในห้องยังมีสปริงเกอร์ฉีดน้ำติดอยู่รอบๆด้วย
 
การทดลองเริ่มจากการเอาลิงห้าตัวเข้าไปไว้ในห้องทดลองก่อน
และทุกครั้งที่มีลิงตัวใดตัวหนึ่งปีนขึ้นบันได ห้องจะทำการฉีดน้ำเย็นสุดขั้วผ่านสปริงเกอร์ทั้งห้องทันที
 
แปลว่าถ้ามีลิงตัวหนึ่งปีน ลิงทุกตัวต้องทรมานด้วยความหนาว
 
ลิงทั้งห้าพยายามปีนขึ้นไปเอากล้วยอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้กับความเย็นของน้ำที่ฉีดลงมาทุกที
 
สุดท้าย ลิงทั้งห้าก็ล้มเลิกที่จะปีนขึ้นไปเอากล้วย
 
พอลิงทั้งห้าตัวเลิกพยายามที่จะขึ้นไปเอากล้วยแล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็ทำการเปลี่ยนลิงตัวหนึ่งในห้องด้วยลิงตัวใหม่เข้ามา
 
เนื่องจากลิงตัวใหม่ไม่รู้ว่าถ้าปีนบันไดแล้วจะมีน้ำเย็นฉีดลงมา จึงพยายามที่จะปีนบันไดขึ้นไปเอากล้วยโดยทันใด ก็มันน่ากินนิเอ้อ Foot in mouth
 
แต่พอลิงตัวใหม่เริ่มที่จะปีนแค่นั้นแหละ ลิงสี่ตัวที่เหลือรีบลากมันลงมากระทืบก่อนที่ตัวเองจะซวยหนาวไปด้วย กล้วยก็ไม่ได้กิน ไม่ยอมหนาวหรอก ลงมาซะดีๆ
 
สุดท้ายลิงตัวใหม่ก็ล้มเลิกที่จะไปเอากล้วย พร้อมร่างกายที่สะบักสะบอม ทั้งๆที่ยังไม่มีการฉีดน้ำเย็นลงมาเลยด้วยซ้ำ
 
พอลิงตัวใหม่ล้มเลิกที่จะปีนขึ้นไปเอากล้วย นักวิทยาศาสตร์ก็ทำการสลับลิงตัวเก่า (หนึ่งในสี่ตัวแรกที่ยังเหลืออยู่ในห้อง) ด้วยลิงตัวใหม่เข้ามาอีกครั้ง
 
และทุกอย่างก็เป็นเหมือนเดิม กล้วยหวีใหญ่สีเหลืองอ่อนช่างน่ากินยิ่ง ลิงน้อยไร้เดียงสาไม่รู้ถึงอนาคตของชะตาตัวเองก็รีบปีนบันไดโดยพลัน
 
เหมือนหนังฉายซ้ำ พอเริ่มปีนก็โดนลากลงมา ตุบตับๆๆๆ
แต่ที่น่าสนใจคือ ลิงตัวใหม่จากรอบที่แล้ว ที่ยังไม่เคยโดนน้ำเย็นฉีดก็มาร่วมวงสหบาทาลิงน้องใหม่ เหมือนเป็นกิจกรรมรับเข้าห้องทดลองแห่งนี้ด้วย Undecided
 
เหมือนเดิมครับ ลิงน้องใหม่ก็ล้มเลิกที่จะปีนไปเอากล้วย ทั้งๆที่ยังไม่ได้สัมผัสกับน้ำเย็นเลย
 
นักวิทยาศาสตร์ทำการเปลี่ยนลิงอีกครั้ง และทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจนลิงชุดแรกทั้งห้าตัวถูกแทนที่ด้วยลิงชุดใหม่ทั้งห้าตัวครับ
 
ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนลิง ทุกอย่างก็เกิดขึ้นเป็นฉากๆเหมือนเดิม ลิงน้อยพยายามปีน ลิงทุกตัวสามัคคีลากน้องใหม่ลงมา ตุบตับๆเป็นการต้อนรับเข้าพวก รอรับลิงตัวใหม่ตัวต่อไป Foot in mouth
 
สุดท้ายแล้ว ลิงทั้งห้าตัวใหม่ ไม่มีตัวไหนพยายามที่จะปีนขึ้นไปเอากล้วยเลย ทั้งๆที่ไม่มีตัวไหนในตัวใหม่เลย ที่รู้ว่าถ้าปีนแล้วจะโดนน้ำเย็นฉีดลงมาทั้งห้อง
 
น่าคิดดีนะครับ
 
ถ้ามองในเชิงเปรียบเทียบ
ห้องทดลองเล็กๆนี้ ก็เปรียบเสมือนสังคมสังคมหนึ่งที่เราอยู่นี่แหละครับ
ลิงก็เหมือนตัวเราทุกคน
มีคนรุ่นก่อน (ห้าตัวแรก) ที่รู้ที่มาของปัญหา และตั้งกฎระเบียบขึ้นมา
และมีคนรุ่นหลัง (ห้าตัวใหม่) ที่ทำตามกฎระเบียบต่อๆกันมาทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงต้องทำตาม
 
บางครั้งปัญหาเหล่านั้นที่คนรุ่นก่อนค้นพบ อาจจะไม่มีแล้วในสมัยนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องมีกฎนี้แล้ว แต่คนก็ยังทำตาม เพราะไม่รู้ว่ากฎนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิดขึ้นมาทำไม แต่มันเป็นกฎให้ทำ ก็ทำตามกันไป
 
ยกตัวอย่างเช่นการตัดผมทรงนักเรียน หรือแม้แต่กิจกรรมรับน้องต่างๆ เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลอะไร? มาจากไหน? และทำไมถึงต้องมี? 
 
ในบางครั้งผมเชื่อว่าทุกคนจะเจอกับคำถามที่ว่า ทำไมเราต้องทำแบบนี้?
และเราก็จะจบกับคำตอบที่ว่า เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาทำกันมาแบบนี้ตลอด เราเลยทำตามกันไป
 
ในความเห็นของผม การตั้งคำถามต่อสิ่งรอบตัวเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเราและคนรอบข้างนะครับ
"ทำไม?" เป็นคำถามที่ทำให้เราได้รู้ถึงอะไรหลายๆอย่างในหัวข้อนั้นๆ รู้ถึงสาเหตุ และเข้าใจถึงความเป็นไป สุดท้ายก็อาจจะทำให้เรายอมรับและทำตามอย่างไม่ขัดจิตขัดใจได้
หรือบางครั้งก็จะทำให้เราเปลี่ยนแปลง พัฒนาไปในทางที่ดีกว่าได้
 
ผมเชื่อว่าการตั้งคำถามเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาสังคมที่เราอยู่ครับ
 
แต่การตั้งคำถามอย่างเดียวก็ใช่ว่าจะดี
 
เพราะสุดท้าย สังคมก็ต้องการคำตอบเหมือนกัน
 
 
 
....และสำหรับเลขข้อนั้น น้องเขาทำผิดจริงๆนะครับ Foot in mouth
 
ข้อมูลจาก:
http://clearwater-uk.com/MyBlog/2010/02/28/five-monkeys-a-banana-and-corporate-culture/
http://blog.stsaint.com/philosophy/2010/05/5-monkeys-experiment/
 
ป.ล. ผมลองหาข้อมูลต่างๆนาๆเกี่ยวกับการทดลองนี้ สรุปได้ว่าการทดลองนี้อาจจะไม่ใช่การทดลองที่แท้จริงครับ แต่เป็นสิ่งที่มีคนเขียนขึ้นมาเพื่อสะท้อนสังคมโดยตรง เพราะมีการทดลองจริงๆอื่นๆที่ชี้ให้เห็นถึงจุดที่คนเราชอบทำตามอะไรหลายๆอย่างทั้งๆที่ไม่มีเหตุผลหรือสาเหตุที่มาของการกระทำแบบนี้ด้วยซ้ำครับ

Comment

Comment:

Tweet

@closetome  55+ ขอบคุณสำหรับความเห็นและที่ตามอ่านมานะครับ ตอนแรกเห็นยาวพรืดเลย ตกใจ wink จะพยายามอัพแบบนี้ไปเรื่อยๆนะครับ
สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ

#3 By oMeGa-T on 2013-02-14 23:41

สรุปได้โดนใจมากเลย บางทีในชีวิตประจำวันก็มีบางเรื่องที่ทำให้เกิดคำถามที่ว่าทำไมต้องทำหรือไม่ทำอย่างนั้นไม่ได้เหรอ แต่ก็เป็นอย่างที่สรุป ....(ไม่นับรวมเรื่องมารยาททางสังคมรึมนุษยธรรมที่ถกว่าทำแบบนั้นผิดแบบนี้ถูกอีกแน่ะดึงไปเครียดซะงั้นquestion )
.
เรื่องลืม อืม...มันก็มีทั้งดีทั้งไม่ดี มีทั้งสิ่งที่อยากจำและไม่อยาก มีทั้งเรื่องที่ทำให้ดีใจและเรื่องเศร้า ที่ตลกก็คือส่วนใหญ่มันมักจะเป็นเรื่องเดียวกัน
.
บีทีเอสนั่น ฮา... เพิ่งเกิดกะตัวเองเมื่อปลายปีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่เลยป้าย แต่ขึ้นผิดฝั่งเลยล่ะ พูดแล้วก็...sad smile ดีที่รู้ตัวในป้ายเดียว (ที่จริงมันน่าจะรู้ตั้งแต่ขึ้นไปแล้วนะopen-mounthed smile )
.
เข็มฉีดยาสำหรับแฮกริดconfused smile อันนี้แม่เราก็มีนะ(รายนั้นภูมิแพ้หนักเช่นกัน)แต่น้ำเกลือปลอดภัยค่ะ ตอนผ่าฟันคุณหมอก็แนะให้ป้วนน้ำเกลือแทนอยู่หลายวัน ขอโทษนะไม่ได้ตั้งใจล้อแต่อ่านไปขำไปจริงๆ
.
วันเด็กน้อย...กับเจ้าของบล็อกที่ยังเป็นเด็กquestion ที่จริงส่วนตัวก็ท่องจำได้แค่ช่วงประถมเท่านั้นเหมือนกัน...เห็นคำเดิมๆแล้วก็จำมั่วไปหมดsad smileเอ่อม..ก็โตมาแบบนี้น่ะแหละน้าcry
.
เขียนทุกความเห็นรวมในหน้านี้รกไปรึเปล่า(แต่ก็ทำไปแล้วอ่ะนะ)ก็หายไปไม่นาน เอ๊ะรึนาน ขยันอัฟ ก็เลยต้องขยันคุ้ยอ่านไปด้วย ฮา..แต่รู้สึกบล็อกนี้จะมีแฟนประจำอยู่แล้วละมั้งopen-mounthed smile ...แฮปปี้วันแห่งความรักจ่ะ กลิ้งงงๆ..Hot! Hot! Hot!

#2 By L(ove)rain on 2013-02-14 03:22

heritage->culture->identity open-mounthed smile
ทุกๆอย่างมีเหตุมีผลของมันหละ....แต่สงสารลิงอ่ะ

#1 By ykw (103.7.57.18|216.220.36.186) on 2013-02-08 22:48